ภาระนี้ ฉันยอมแบก
ฉีซือเถียนโกรธแค้นพี่ชายฉีเทียนเหล่ย เพราะพ่อแม่เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะที่กำลังจะไปรับเขาที่โรงพัก แถมยังทำให้เธอพิการ หมอบอกว่าผ่าตัดครั้งเดียวน้องสาวจะเดินได้อีกครั้ง ฉีเทียนเหล่ยจึงสาบานจะหาเงินช่วยน้องให้ได้ แต่พวกลุงป้าผู้ละโมบมาแย่งทรัพย์สินและเผาบ้าน สองพี่น้องเลยต้องสู้กลับเพื่อเอาชีวิตรอด
แนะนำสำหรับคุณ






สามปีแห่งการรอคอย
การตัดภาพข้ามเวลาสามปีทำให้เห็นการเติบโตของตัวละครชัดเจนมาก จากเด็กหนุ่มที่ดูซื่อบื้อกลายเป็นคนทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างขยันขันแข็ง การที่นางเอกกลับมาพร้อมรอยยิ้มและผ้าพันคอสีแดงคือสัญญาณว่าความสุขกำลังจะกลับมา เรื่องราวใน ภาระนี้ ฉันยอมแบก ทำให้เชื่อว่าความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร
รายละเอียดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
ชอบฉากที่พระเอกเอากำไลทองไปสวมให้นางเอกตอนจับมือกัน มันสื่อความหมายลึกซึ้งมากว่าเขามอบทั้งหัวใจให้เธอ แม้จะไม่มีคำพูดเยอะแต่ภาษากายบอกทุกอย่าง ฉากท้ายที่ทั้งคู่เดินจับมือกันหน้าร้านขายของเล็กๆ ทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ภาระนี้ ฉันยอมแบก คือเรื่องราวที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
เคมีที่เข้ากันสุดๆ
พระเอกกับนางเอกมีเคมีที่เข้ากันมาก ทั้งตอนทะเลาะกัน ตอนดีกัน และตอนหวานซึ้ง โดยเฉพาะฉากที่นางเอกกระโดดขึ้นหลังพระเอกแล้วทั้งคู่หัวเราะร่า มันดูเป็นธรรมชาติมาก ไม่เขินจนเกินไป ภาระนี้ ฉันยอมแบก สร้างตัวละครที่มีมิติและน่าเอาใจช่วยจริงๆ ดูแล้วอยากมีรักแบบนี้บ้าง
บรรยากาศที่ชวนฝัน
โทนสีของเรื่องนี้อบอุ่นมาก โดยเฉพาะการใช้แสงธรรมชาติในตอนเย็นที่ทำให้ฉากต่างๆ ดูโรแมนติกสุดๆ ฉากที่พระเอกแบกนางเอกเดินไปท่ามกลางแสงสีทองคือภาพที่สวยเหมือนในฝัน ภาระนี้ ฉันยอมแบก ไม่เพียงแต่เล่าเรื่องรัก แต่ยังถ่ายทอดบรรยากาศของหมู่บ้านเล็กๆ ได้อย่างมีชีวิตชีวาและน่าหลงใหล
รักแท้ที่รอคอย
ฉากที่พระเอกคุกเข่าขอโทษแล้วนางเอกยื่นมือไปจับหน้าเขา มันซึ้งจนน้ำตาไหลเลย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ใน ภาระนี้ ฉันยอมแบก แสดงให้เห็นว่าความรักไม่ใช่แค่คำหวาน แต่คือการให้อภัยและก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน ฉากแบกหลังเดินท่ามกลางแสงแดดยามเย็นคือภาพจำที่สวยงามที่สุด