เปลี่ยนฉากมาเป็นเรื่องรีสตาร์ตชีวิต ปลดล็อกวิชามาร ที่บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความหนาวเย็นสู่ความน่ากลัวในโบสถ์สีแดงฉาน ฉากพิธีกรรมของหญิงตาบอดที่สวมมงกุฎหนามช่างน่าเกรงขาม แสงเทียนและเลือดที่หยดลงในถ้วยศักดิ์สิทธิ์สร้างความรู้สึกลึกลับและอันตราย คนดูอย่างเราแทบจะกลั้นหายใจรอว่าพิธีนี้จะปลุกพลังอะไรออกมา
จุดที่ประทับใจที่สุดในรีสตาร์ตชีวิต ปลดล็อกวิชามาร คือช่วงที่ดวงตาของพระเอกเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน มันสื่อถึงการปลดล็อกพลังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน การตัดสลับระหว่างฉากค่ายทหารกับฉากปีศาจสีแดงทำให้เรารู้สึกว่าสองโลกนี้กำลังจะชนกัน การแสดงออกทางสีหน้าที่ดูมุ่งมั่นแต่แฝงความเจ็บปวดทำให้ตัวละครนี้มีมิติมาก
การดำเนินเรื่องในรีสตาร์ตชีวิต ปลดล็อกวิชามาร เล่นกับคู่ตรงข้ามได้ดีมาก ทั้งแสงพระอาทิตย์กับแสงจันทร์ หิมะสีขาวกับเลือดสีแดง ค่ายทหารที่ดูเป็นระเบียบกับโบสถ์ที่ดูวุ่นวาย การที่ตัวละครต้องเดินผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยทหารในยามค่ำคืน ชวนให้คิดว่าเขากำลังเดินเข้าสู่สงครามหรือกำลังหนีจากอะไรบางอย่างกันแน่
ฉากในโบสถ์ของรีสตาร์ตชีวิต ปลดล็อกวิชามาร ทำให้เห็นถึงพลังของความศรัทธาที่อาจกลายเป็นอันตรายได้ เมื่อคนจำนวนมากคุกเข่าพร้อมกันและดวงตาเรืองแสงสีแดง มันช่างน่ากลัวแต่ก็สวยงามในแบบของมัน หญิงผู้นำพิธีที่ดูทรงพลังและน่าเกรงขามทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องราวกำลังจะเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ที่ดุเดือดแน่นอน
ฉากเปิดเรื่องในรีสตาร์ตชีวิต ปลดล็อกวิชามาร ทำได้ดีมากในการสร้างบรรยากาศค่ายทหารท่ามกลางหิมะที่ดูหนาวเหน็บ แต่กลับซ่อนความตึงเครียดไว้ภายใต้การสนทนาของตัวละคร แสงพระอาทิตย์ตกตัดกับเงาของเต็นท์และทหารให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจะเกิดสงครามใหญ่ การที่ตัวละครหลักได้รับของสำคัญมาทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับชะตากรรมของพวกเขาในทันที