ดูแล้วต้องร้องว้าวกับพล็อตเรื่องที่หักมุมตลอดเวลา นางเอกปลอมตัวเข้าไปในวังหลวงเพื่อแก้แค้น แต่ดูเหมือนจะมีแผนใหญ่กว่านั้นซ่อนอยู่ ฉากที่คุยกับตัวร้ายชายชุดดำคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รู้ว่าเธอไม่ได้มาเล่นๆ การวางหมากทางการเมืองใน (พากย์เสียง) จากเหยื่อ สู่ผู้ล่าบัลลังก์ ฉลาดมาก คนดูต้องตามให้ทันทุกจังหวะไม่งั้นจะหลุดพล็อตเอาได้ง่ายๆ
ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวละคร นางเอกที่ดูอ่อนแอแต่แฝงความแข็งแกร่ง ส่วนพระเอกชุดแดงที่ดูเย็นชาแต่แววตาบอกว่ามีอะไรซ่อนอยู่ ฉากที่ทั้งสองเผชิญหน้ากันคือจุดที่คนดูต้องกลั้นหายใจ การแสดงใน (พากย์เสียง) จากเหยื่อ สู่ผู้ล่าบัลลังก์ สมจริงมาก โดยเฉพาะฉากดราม่าที่นางเอกต้องทนทุกข์ทรมานเพื่อเป้าหมายของตัวเอง
ต้องยกนิ้วให้ทีมโปรดักชั่นที่ทำออกมาได้สวยงามมาก ชุดจีนโบราณแต่ละชุดละเอียดอ่อนสุดๆ โดยเฉพาะชุดสีดำของนางเอกที่ดูทรงพลังและลึกลับ ฉากในวังหลวงที่แสงเงาเล่นกับบรรยากาศได้สมบูรณ์แบบ การแต่งหน้าทำผมของตัวละครใน (พากย์เสียง) จากเหยื่อ สู่ผู้ล่าบัลลังก์ ละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว ดูแล้วเหมือนหลุดเข้าไปในประวัติศาสตร์จริงๆ
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าติดตามคือบทพูดที่ทุกคำมีความหมายซ่อนอยู่ โดยเฉพาะประโยคที่นางเอกพูดกับตัวร้ายว่า 'ข้าจะจับไปหนานม่อ' ฟังแล้วขนลุกซู่ไปทั้งตัว การสื่อสารผ่านสายตาและน้ำเสียงใน (พากย์เสียง) จากเหยื่อ สู่ผู้ล่าบัลลังก์ ทำได้ดีมาก คนดูสามารถสัมผัสถึงความเจ็บปวดและความมุ่งมั่นของตัวละครได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายเยอะ
ฉากเปิดเรื่องทำเอาขนลุก! นางเอกในชุดขาวถูกมัดตัวดูน่าสงสาร แต่พอเปลี่ยนเป็นชุดดำพร้อมหน้ากากก็กลายเป็นคนละคนเลย การแสดงสีหน้าตอนถอดหน้ากากบอกเลยว่าเจ็บปวดแต่เด็ดเดี่ยวมาก เรื่อง (พากย์เสียง) จากเหยื่อ สู่ผู้ล่าบัลลังก์ เล่นกับอารมณ์คนดูได้ดีสุดๆ ฉากที่ใช้เวทมนตร์เปลี่ยนโฉมคือพีคมาก อยากรู้ว่าเบื้องหลังความแค้นนี้คืออะไรกันแน่